โรคดักแด้ หรือ Epidermolysis Bullosa (EB)

             เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสร้างผิวหนัง หากมีคุณพ่อคุณแม่ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน ก็สามารถ่ายทอดผ่านทางยีนเด่น (Autosomal dominant) มาสู่ลูกได้


โรคนี้แบ่งความรุนแรงได้ตามลักษณะโครงสร้างของผิวหนัง ดังนี้

1. Epldermolysis bullosa simplex : เป็นความผิดปกติที่ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) ซึ่งเป็นขั้นไม่รุนแรง ส่วนมากจะเกิดในวัยทารก เมื่อมีการเสียดสี กระทบกระทั่ง มีการขัดถูที่ผิวหนัง ก็อาจเกิดเป็นตุ่มน้ำ เมื่อตุ่มน้ำแตกก็เกิดแผล แต่เมื่อแผลหายแล้วจะไม่เป็นแผลเป็น 


2. Junctional EB : เป็นตุ่มน้ำขึ้นที่ชั้นผิวหนังระหว่างรอยต่อของชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) กับชั้นหนังแท้ (Eermis) หากเป็นในขั้นนี้เมื่อแผลหายแล้วจะไม่เป็นแผลเป็น แต่อาจพบความผิดปกของเล็บ ระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย 


3. Eystrophic EB : อาการขั้นรุนแรงที่สุด เพราะเกิดในชั้นหนังแท้ นอกจากความรุนแรงที่ผิวหนังแล้ว หากดูแลแผลไม่ดีเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจทำให้มีแผลที่รอบปาก หรือเกิดแผลในปาก ทำให้เจ็บแสบกลืนอาหารไม่สะดวก


วิธีการดูแลรักษา

1. ทำความสะอาดแผลอย่างสม่ำเสมอ : หากผิวหนังมีรอยขีดข่วน หรือรอยถลอก แล้วเกิดแผลขึ้นมา ต้องรีบทำความสะอาดแผล ที่สำคัญเด็กทารกยังมีภูมิต้านทานน้อย ผิวหนังไม่แข็งแรง ถ้าปล่อยให้แผลลุกลามมากขึ้นทั่วร่างกาย จากแค่การติดเชื้อที่ผิวหนังก็อาจลุกลามไปถึงระบบภายใน หรืออวัยวะภายในได้ หากเป็นแผลเพียงเล็กน้อย คุณแม่สามารถดูแลให้ลูกได้เอง โดยทำความสะอาดแผลแบบเดียวกับแผลไฟไหม้ หรือแผลที่โดนความร้อนทั่วไป หรือใช้น้ำเกลือ (Normal saline) เช็ดเบา ๆ ที่สำคัญไม่ควรปิดแผลบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังหลุดถลอกได้ง่าย แต่ถ้าลูกเป็นขั้นรุนแรง ควรให้อยู่ในความดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิดดีที่สุด 


2. ให้ยาปฏิชีวนะ : นอกจากป้องกันไม่ให้ผิวหนังกระทบกระเทือน หรือมีการเสียดสีขนเกิดตุ่มน้ำพองแล้ว สิ่งที่ควรระวังคือภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ซึ่งหากว่ามีการติดเชื้อ คุณหมอจะให้ยาปฏิชีวนะทา หรือกินควบคู่กันด้วย 


3. กินอาหารและเสริมวิตามิน : การดูแลจากภายในด้วยการเลือกกินอาหารที่มีวิตามินให้เพียงพอ มีส่วนช่วยให้ผิวหนังบริเวณที่เกิดแผลมีความชุ่มชื่น ไม่แห้งตึงเพราะสูญเสียน้ำได้ ที่สำคัญหากคุณพ่อคุณแม่วางแผนจะมีลูกคนต่อไป ก็ต้องปรึกษากับคุณหมอ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรม เพื่อป้องกันโรคไม่ให้เกิดกับลูกคนต่อไป