โรคติกส์ หรือ Tices Disorders 

โรคติกส์ (อ่านออกเสียงว่า "ติ๊ก") เป็นโรคหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จัก เพราะเป็นโรคที่พบบ่อย ซึ่งการที่คุณพ่อคุณแม่ที่รู้จักลักษณะอาการของโรคนี้ จะสามารถสังเกตเห็น และพอจะวินิจฉัยในเบื้องต้นได้ ซึ่งหากพบอาการแล้ว ก็สามารถที่จะพาลูกไปพบแพทย์เพื่อการตรวจรักษาได้รวดเร็วขึ้น และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับอารมณ์ จิตใจของเด็กที่อาจเกิดตามมาได้ ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือได้รับการวินิจฉัยช้า 

2 อาการบ่งบอกโรคติกส์ 
ลักษณะสำคัญของโรคติกส์ คือมีอาการกระตุกเร็วๆ ของกล้ามเนื้อมัดย่อยๆ (Motor Tics) ที่บริเวณใบหน้า, คอ, ไหล่ เช่น เด็กอาจจะขยิบตา กระตุกมุมปาก ยักไหล่ สะบัดคอ เปล่งเสียงแปลกๆ (Vocal Tics) ทำเสียงกระแอม เสียงฟุตฟิตทางจมูก เสียงคล้ายสะอึก 

สำหรับอาการจะเป็นแบบซ้ำๆ รูปแบบเดิมต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ เดือนหรือปี ทำให้ดูเหมือนเด็กทำกิริยาแปลกๆ ซึ่งโดยอาการที่เกิดขึ้นแล้วจะเป็นบ่อยมากชั่วโมงละหลายครั้ง หรือเด็กบางคนเป็นทุกนาที โรคติกส์มีลักษณะที่แปลกอย่างหนึ่งคือ คนที่เป็นจะสามารถบังคับหักห้ามอาการได้ช่วงระยะหนึ่ง (partial inhibition) แต่ก็ช่วงไม่กี่นาที พอเผลอก็จะกลับมากระตุกอีก ทำให้คุณพ่อคุณแม่ยิ่งไม่เข้าใจว่าเด็กคุมอาการได้แต่ไม่ยอมคุม ขณะที่ตัวเด็กเองก็จะงงตัวเองเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าฉันตั้งใจทำหรือเปล่า ฉันสมควรถูกดุหรือไม่ 

โรคติกส์แบ่งได้ 3 ชนิด ตามระดับความรุนแรง คือ 
- โรคติกส์ชั่วคราว (Transient Tics) ระดับความรุนแรงน้อยที่สุด ส่วนใหญ่จะพบตั้งแต่วัยอนุบาลหรือประถมต้น ซึ่งจะพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 7 - 11 ปี จะมีอาการเป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แล้วจะหายได้เอง แต่อาจจะกลับมาเป็นอีกได้ อาการเมื่อกลับเป็นซ้ำอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไป เช่น ครั้งแรกมีอาการขยิบตา พอเป็นครั้งที่สองเปลี่ยนเป็นกระตุกมุมปาก เป็นต้น 

- โรคติกส์เรื้อรัง (Chronic Tics) ระดับความรุนแรงมากขึ้น อาการจะเป็นเหมือนชนิดชั่วคราว แต่จะเป็นติดต่อกันนานเกิน 1 ปี ไม่หายไปง่ายๆ บางคนเป็นจนโตหรือเป็นตลอดชีวิต 

- โรคทูเรทท์ (Tourett's Syndrome) เป็นติกส์ระดับรุนแรงที่สุด เด็กที่เป็นโรคทูเรทท์ นอกจากจะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ แล้ว จะมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ด้วย เช่น ที่แขน, หลัง, ท้อง จนดูเหมือนเคลื่อนไหวแปลกๆ เช่น สะดุ้งทั้งตัว สะบัดแขน ตีปีก ขว้างของ บริเวณที่กระตุกจะย้ายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เริ่มเป็นที่ไหล่ ย้ายไปแขนขวา แล้วย้ายไปที่หลัง เป็นต้น นอกจากอาการกระตุกของกล้ามเนื้อแล้ว โรคทูเรทท์จะยังมีอาการเปล่งเสียง (Vocal Tics) ร่วมด้วย อาการทั้งหมดจะเป็นนานเหมือนกับติกส์ชนิดเรื้อรัง (เกิน 1 ปี)

สาเหตุของการเกิดโรคติกส์
เดิมทีเคยเชื่อกันว่าโรคติกส์เกิดจากปัญหาทางอารมณ์จิตใจ จึงจัดโรคนี้อยู่ในกลุ่มโรคทางจิตเวช แต่จริงๆ แล้วโรคเกิดจาก 
1. ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมองบางตัว คือ โดปามีน (Dopamine) จึงน่าจะจัดอยู่ในโรคทางระบบประสาทเสียมากกว่า 

2. ความเครียด เป็นส่วนเสริมให้เกิดอาการมากขึ้น 

3. พันธุกรรม เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคติกส์ พบว่า 60% ของเด็กที่เป็นจะพบประวัติโรคนี้ในสมาชิกครอบครัว 

นอกจากนั้นเด็กที่เป็นโรคติกส์จะมีโอกาสเป็นโรคบางชนิดสูงขึ้นกว่าเด็กทั่วไป เช่น โรคสมาธิสั้น โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคกังวล พฤติกรรมหุนหัน (impulsive) เป็นต้น

วิธีดูแลเมื่อเกิดโรคติกส์ 
- พาไปพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อตรวจให้การวินิจฉัยที่แน่นอน และเช็คว่ามีปัญหาอื่นเกิดร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งเด็กบางคนเป็นภูมิแพ้ที่ตา (Allergic conjunctivitis) หรือเป็นโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) อาจทำให้มีอาการคันและขยิบตาหรือย่นจมูกคล้ายๆ ติกส์ได้ 

- หากเด็กเพิ่งเริ่มมีอาการ แพทย์จะยังไม่ให้ยารักษา แต่จะให้ความเข้าใจกับคุณพ่อคุณแม่และรอดูอาการไปก่อน (อาจใช้เวลาเป็นเดือน) เพราะอาจเป็นติกส์ชั่วคราวและหายเองได้ 

- คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจและเห็นใจ ไม่ดุว่า ไม่เพ่งเล็ง เมื่อเด็กมีอาการติกส์ ให้วางเฉยไม่สนใจอาการนั้น เพื่อเด็กจะได้ไม่เครียด ไม่อาย และต้องคอยปกป้องเด็ก จากการถูกล้อเลียนจากเด็กคนอื่นหรือผู้ที่ไม่เข้าใจ อธิบายให้ตัวเด็กเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นเองและปลอบใจว่า รออีกสักพักมันอาจจะหายไปเองได้

- หากเป็นติกส์เรื้อรัง (นานกว่า 1 ปี) หรือเป็นทูเรทท์ แพทย์อาจจะพิจารณาให้รักษา ขึ้นกับความรุนแรงและความถี่ของอาการว่ารบกวนการดำเนินชีวิต การเรียนหรือการเข้าสังคมมากน้อยเพียงใด โดยจะพยายามให้ยาน้อยที่สุด เพราะยาที่ใช้รักษาติกส์หลายชนิดมีผลข้างเคียงสูงและต้องใช้ยาเป็นเวลานาน