ปัญหาเรื่องหูรูด ในวัยเด็ก 

เรื่องระบบอาหารและการขับถ่าย เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากในเด็กเล็ก เพราะในเด็กเล็ก กล้ามเนื้อต่างๆ จะยังทำงานไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดต่างๆ โดยเฉพาะหูรูดหลอดอาหาร และหูรูดทวารหนัก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาได้

โดยในร่างกายของคนเรามีกล้ามเนื้อที่เป็นหูรูดอยู่หลายตำแหน่ง แต่หูรูดที่สำคัญและมักเกิดอาการที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ มีดังนี้

1. หูรูดปลายหลอดอาหารส่วนที่ต่อกับกระเพาะอาหาร 
ปัญหาที่เกิดขึ้นในผู้ใหญ่อาจเกิดจากการหย่อนสมรรถภาพไปตามวัย ส่วนในเด็กนั้นอาจเกิดจากการที่ระบบกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคกรดไหลย้อนนั่นเอง ซึ่งเมื่อหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารมีการคลายตัว หรือหลวมผิดปกติ ทำให้นมหรืออาหาร รวมทั้งกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมา เด็กจึงเกิดอาการแหวะนม ทานอาหารไม่ค่อยได้ ร้องงอแง และอาจมีโรคแทรกซ้อนต่างๆ ในบางรายที่รุนแรงมากๆ อาจถึงขั้นหลอดอาหารตีบ เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ 

ทั้งนี้อาการแหวะนมของลูก จะพบอาการแหวะบ่อยๆ ในช่วงวัยทารกตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน เนื่องจากหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารยังทำงานได้ไม่ดี หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าลูกเป็นโรคกรดไหลย้อน นอกจากจะแหวะนมบ่อยผิดปกติแล้ว ก็มักจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กินนมได้น้อยลง ร้องไห้งอแง กระสับกระส่าย บิดตัวไปมาคล้ายปวดท้อง ก็ให้ตั้งข้อสงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคกรดไหลย้อน และควรพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อตรวจอาการทันที 

ซึ่งหากลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่มีอาการแหวะบ่อย หรือมีอาการกรดไหลย้อน ให้ดูแลรักษาโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของลูก โดยในเด็กเล็ก เมื่อกินนมเสร็จ ควรอุ้มเรอทุกครั้ง หลังลูกกินเสร็จใหม่ๆ ไม่ควรรีบเข้านอน และเวลานอนให้ยกศีรษะสูงประมาณ 30 - 45 องศา หากลูกโตขึ้นมาหน่อยก็ควรลดอาหารจำพวกอาหารมัน และรสจัด เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้หูรูดกระเพาะอาหารหลวม จนกรดในกระเพาะสามารถไหลย้อนกลับขึ้นไปได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีนมผสมสูตรพิเศษ ที่ช่วยลดปัญหากรดไหลย้อนได้ แต่ก็ควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากคุณหมอก่อนเพื่อความปลอดภัย

2. หูรูดปากทวารหนัก 
ในผู้ใหญ่จะพบปัญหาหูรูดเริ่มเสื่อมสภาพเมื่ออยู่ในวัยชรา ทำให้เกิดปัญหากลั้นอุจจาระไม่อยู่ แต่สำหรับเด็กเล็กๆ จะยังไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดทางทวารหนักได้เต็มที่ จึงเป็นเรื่องปกติของเด็กในวัยนี้ที่จะอุจจาระราด แต่ในเด็กทารกบางคนก็อาจมีอาการที่คล้ายกับเบ่งถ่ายอุจจาระอย่างแรง พร้อมร้องไห้เสียงดังเหมือนเจ็บ แต่อุจจาระที่ออกมาไม่แข็งเหมือนเด็กที่ท้องผูก ซึ่งกรณีนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายยังทำงานไม่ประสานกัน คือ กล้ามเนื้อหูรูดไม่ยอมปล่อยให้อุจจาระออก แม้เบ่งมากแต่ก็ไม่มีอะไรออกมา แต่เมื่อทารกโตขึ้นระบบประสาทพัฒนามากขึ้น อาการนี้ก็จะหายไปได้เอง 

แต่สำหรับเด็กบางคนที่ไม่ขับถ่ายเป็นเวลาหลายวัน ถ่ายอุจจาระแข็งบางครั้งมีเลือดปน แถมเบ่งถ่ายนานหรือเจ็บปวดเวลาขับถ่าย สันนิษฐานได้ว่าลูกมีอาการท้องผูกค่ะ เมื่อลูกท้องผูกมากๆ อุจจาระก็มีก้อนใหญ่และแข็ง ทำให้ต้องเบ่งมากจนหูรูดอาจแตกเป็นแผล ทำให้เจ็บและไม่อยากถ่ายอุจจาระอีก ซึ่งยิ่งอั้นไว้ก็จะยิ่งทำให้อุจจาระแข็งและมีขนาดใหญ่ขึ้น เวลาถ่ายก็ยิ่งทำให้แผลปริแตกมากขึ้นไปอีก เกิดเป็นแผลที่หูรูดทวารหนัก บางรายที่มีอาการบาดเจ็บมาก ก็อาจกลายเป็นริดสีดวงทวารได้ 

ซึ่งวิธีแก้ไขเมื่อลูกมีอาการท้องผูกก็คือ ควรปรับเปลี่ยนอาหารการกินของลูกน้อย พยายามฝึกลูกให้กินผักและผลไม้หลากหลายชนิด ให้ลูกดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าเป็นไปได้ควรให้ลูกดื่มนมแม่มากกว่านมผสม เพราะนมผสมบางชนิด หากชงเข้มเกินไป ก็อาจทำให้ลูกท้องผูกได้ หากลูกเริ่มโตประมาณ 2 - 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรฝึกให้ลูกนั่งถ่ายอุจจาระหลังอาหารทุกมื้อ ครั้งละอย่างน้อย 10 - 15 นาที เมื่อลูกทำได้สำเร็จควรให้คำชมเชย หรือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกมีความตั้งใจที่จะขับถ่ายให้สม่ำเสมอต่อไป แต่หากลูกท้องผูกมากๆ อาจใช้ยาระบาย หรือยาสวนทวาร หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา