การเจริญและพัฒนาการของทารกในครรภ์

ช่วงนี้สมองของทารกจะเจริญเติบโตเร็วมาก ร่างกายจะเจริญอย่างรวดเร็ว ต่อมหมวกไตจะเร่งสร้างฮอร์โมนเพิ่มความสมบรูณ์ของปอด เพื่อเตรียมการหายใจครั้งแรกในชีวิต ตัวเด็กจะยาวประมาณ 50 เซนติเมตร หนักประมาณ 2,500 – 3,000 กรัม ช่วงอายุครรภ์ 37 - 42 สัปดาห์ เด็กจะสามารถคลอดได้ตลอดเวลา ขนอ่อนตามร่างกายจะร่วงจนเกือบหมด เหลือแต่บริเวณไหล่ ขา แขน และรอยย่นตามลำตัว และยังคงมีไขสีขาวเหลืออยู่บ้างบริเวณหลัง เพื่อช่วยหล่อลื่นให้ทารกคลอดง่ายขึ้น เล็บมือและเล็บเท้ายาวมาก จึงต้องมีการตัดเล็บให้ทารกแรก ช่วงนี้ในรกมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 1 ลิตร รกมีรูปร่างกลม กว้างประมาณ 20 – 25 เซนติเมตร และหนาประมาณ 3 เซนติเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว้างพอที่จะแลกเปลี่ยนอาหารและของเสียระหว่างทารกกับคุณแม่ ภูมิคุ้มกันโรคต่างๆจากตัวแม่ที่มีอยู่ทั้งหมดจะถ่ายทอดสู่ตัวทารกผ่านทางรกนี้



การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ตั้งครรภ์ในเดือนที่ 9

      ระยะนี้คุณแม่ จะรู้สึกอึกอัดเพราะเด็กตัวโต และดันกระเพาะ และกระบังลมทำให้แน่นท้องหายใจตื้นและเร็ว อาจจะมีอาการจุกเสียดหน้าอก และท้องผูก ช่วงนี้คุณแม่ต้องขอคำแนะนำจากแพทย์ว่าเมื่อไรจึงจะต้องรีบเข้าโรงพยาบาล เกิดอาการอะไรบ้างที่ต้องแจ้งแพทย์ ช่วงนี้อาจจะมีอาการปวดท้องเตือนซึ่งจะแตกต่างจากอาการปวดท้องคลอดจริงคืออาการปวดท้องจะสม่ำเสมอ วิธีการสังเกตุคือเมื่อเริ่มปวดท้องให้คุณแม่นับหรือจับเวลาตั้งแต่เริ่มปวดท้องจนปวดท้องครั้งต่อไป จะพบว่าอาการปวดจะมาอย่างสม่ำเสมอในหนึ่งชั่วโมงปวดมากกว่า 5 ครั้งแต่ละครั้งปวดนาน 30-70 วินาทีหากคุณแม่เคลื่อนไหวจะปวดมากขึ้นสำหรับท่านที่มีอาการปวดท้องเตือน ท่านต้องเฝ้าดูอาการดังต่อไปนี้เลือด หรือน้ำออกจากช่องคลอดหรือไม่มดลูกหดเกร็งตลอดเวลาปวดหลังตลอดเวลาไม่หายรู้สึกว่าเด็กไหลลงช่องคลอดมีไข้ปวดศีรษะตาพร่ามัว


อาหารที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ในเดือนที่ 9

       ระยะนี้คุณแม่ควรจะกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี และสังกะสี จะช่วยเตรียมฮอร์โมนให้พร้อมสำหรับการคลอด อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ที่ให้พลังงานสูง และสามารถดูดซึมผ่านกระแสเลือดได้เร็ว จะช่วยให้คุณแม่มีพลังงานมากพอระหว่างการคลอด ส่วนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ ผักขม บล็อกโคลี่ ถั่วต่างๆ จะอุดมไปด้วยเกลือแร่ และเอนไซม์ จะช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เซลล์กล้ามเนื้อของคุณแม่ทำงานได้ดีขึ้นด้วย